อุปกรณ์กีฬาฟุตบอล รองเท้าสตั๊ด ความจำเป็น ความฟุ่มเฟือย เรื่องที่ไม่จบ เกี่ยวกับรองเท้าฟุตบอล

อุปกรณ์กีฬาฟุตบอล รองเท้าสตั๊ด ความจำเป็น ความฟุ่มเฟือย เรื่องที่ไม่จบ เกี่ยวกับรองเท้าฟุตบอล

อุปกรณ์กีฬาฟุตบอล

อุปกรณ์กีฬาฟุตบอล รองเท้าสตั๊ด ความจำเป็น ความฟุ่มเฟือย เรื่องราววิวัฒนาการ แห่งนวัตกรรม ที่ไร้จุดจบ

อุปกรณ์กีฬาฟุตบอล รองเท้าสตั๊ด ที่เรารู้จัก และ ชอบพูดติดปากกันในสังคมไทย หลายคนอาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ในภาษาอังกฤษ สะกดอย่างไรกันแน่ และ มันมีที่มาที่ไปไหม เอาหัวข้อแรกก่อน ในภาษาอังกฤษ รองเท้าสตั๊ดสะกดว่า Stud Shoes เป็นคำทับศัพท์ ความหมายจริงๆมันหมายความว่าปุ่มเหล็ก Stud แปลว่า ปุ่ม ไม่ใช้ใช่แค่กับรองเท้าฟุตบอล

ความหมายจริง ในต่างประเทศ รวมถึงรองเท้าอื่นๆที่มีปุ่มยื่นมาด้วย แต่ชาวต่างชาติเขามีกีฬา อื่นๆ ที่มีปุ่มยื่น เขาจึงมีอีกคำ ที่ไว้เรียกเฉพาะเจาะจง แทนที่คำว่าสตั๊ด ที่บ้านเราเรียกรองเท้าฟุตบอล ส่วนต่างชาติ ใช้คำว่า Football Boots ซึ่งความหมายตรงตัวกว่า แปลว่า รองเท้าฟุตบอล บทความกีฬาที่น่าสนใจ

ประวัติศาสตร์รองเท้าฟุตบอลจริงๆมีอยู่ ไล่กันไปตั่งแต่สมัยยุคอารยธรรมเริ่มเฟื่องฟู  ปี 1526 มีการบันทึกกันว่า กษัตริย์เฮนรี่ที่แปดแห่งราชวงศ์ทิวเดอร์ เคยมีโอกาสได้ใส่รองเท้าฟุตบอลครั้งแรก!!! ณ ตอนนั้นไม่แปลก ที่เขาจะบอกกันว่า ขณะนั้นรองเท้าฟุตบอลยังไม่แพร่หลาย ซึ่งผลิตมาจากหนังที่แข็งมากๆ ส่วนของข้อเท้าจะสูง เรื่องหนักไม่ต้องพูดถึง หนักกว่ารองเท้าปัจจุบันมาก ใน300 ปีต่อมา

อุปกรณ์กีฬาฟุตบอล

ปีต่อมา ฟุตบอลได้รับการพัฒนาขึ้น และ กีฬาชนิดที่ว่านี้ในสมัยนั้น ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ หากแต่มันยังไม่มีรูปแบบ กติกา หรือ มาตรฐานที่ชัดเจน

มันเป็นกีฬาที่นิยม ให้เป็นงานอดิเรกระหว่างทางการ หรือไว้เป็นกีฬากิจกรรม ระหว่างโรงงาน เป้าหมายเพื่อกระชับความสัมพันธ์ล่วงเลยมาถึงยุค1800 ในที่สุดก็มีการออกกฏ ห้ามใส่รองเท้าแตะลงเล่น ทุกๆคนต้อมรองเท้าฟุตบอลตามกำหนดเท่านั้น กฎยังอนุญาติให้เพิ่มปุ่ม ลงไปในรองเท้าได้ ผู้เล่นแต่ละคนในทีม ต้องใส่รองเท้าที่ผิดวัสดุแข็ง แบบรองเท้าทำงาน และมีเชือกรองเท้าที่ยาวเรียงร้อยดูเป็นทางการมากขึ้น และยังมีวัสดุคล้ายเหล็กหุ้มปลาย ที่รองเท้า

คล้ายกับรองเท้าฟุตบอล ในแบบแรกที่ถูกกำหนด ซึ่งมีปุ่มที่เป็นโลหะ เพื่อให้ยึดเกาะพื้นดินง่ายขึ้น เวลาเหียบลงไป โดยปุ่มจะจิ้ม หรือ จิกลงไปในพื้นดิน น้ำหนักรองเท้า จะอยู่ประมาณ 500 กรัม และเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ป้องกันข้อเท้าให้มากขึ้น ส่วนปุ่มมีหกปุ่มในหนึ่งข้าง

การดีไซน์เข้าสู่ความคงที่ อยู่ตัวในรูปแบบหนึ่ง ในปี 1900 จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง(หากสนใจฟุตบอลในช่วงสงครามโลกท่านสามารถหาดูหนังเรื่อง Victory ไว้ศึกษาอ้างอิงได้)แต่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ เกี่ยวกับ รองเท้าฟุตบอล เมื่อในศตวรรษที่ 20 เริ่มมีการผลิตเชิงอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

รองเท้าฟุตบอล เข้าสู่การเปลี่ยนแปลง และ มีการปรับรูปแบบเชิงพาณิชย์ รวมถึงพยายามให้มีน้ำหนักที่เบาลง แต่ยังให้มีความทนทานอยู่ ส่งผลให้นักเตะจะได้ สามารถเลี้ยงลูกบอลได้ถนัด คล่องขึ้น สามารถใช้เทคนิค ยิงประตู หรือ ควบคุมลูกบอลได้ง่ายขึ้น โดยพยายามไม่เพิ่มชิ้นส่วนในการป้องกัน แต่เน้นเพิ่มความคล่องตัวก่อน

เวลาล่วงเลยมาจนทุกวันนี้ รองเท้าสตั๊ด มีรายละเอียดมากมายขึ้น ทรงที่แตกต่าง แต่ละรุ่นที่มีจุดเด่นแตกต่าง แบรนด์ที่มีจุดโดดเด่นแตกต่างกัน ราคาที่มีหลายเกรด หลายระดับ เยอะแยะไปหมด แต่มันก็ยังคงพัวพันชีวิตนักฟุตบอลอาชีพเป็นหลัก เพราะปัจจุบัน แต่ละรุ่นของ รองเท้าสตั๊ดถูกผลิตมาโดย ใช้นักฟุตบอลที่มีชื่อเสียง เป็นแรงบันดาลใจ

อุปกรณ์กีฬาฟุตบอล

อุปกรณ์กีฬาฟุตบอล 1948 ก็ได้กำเนิด แบรนด์หนึ่งที่เป็น มหาอำนาจของโลก บริษัท Adidas ถือกำเนิดโดยอดอล์ฟ (Adi) Dassler บราเดอร์รูดอล์ฟก่อตั้ง

ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่า บริษัท Puma มีที่มาสัมพันธ์ ลึกซึ้งกับ อดิดาส บริษัทที่สามารถขายรองเท้าฟุตบอลได้มากที่สุดตลอดกาล คือ อาดิดาส จากประเทศเยอรมนี และรุ่นที่ขายดีที่สุด คือ รุ่นโคป้ามุนเดีย มาถึงยุคปัจจุบัน ก็ยังเห็นนักฟุตบอล อาชีพ ให้ความนิยม เช่น ริคาร์โด้ กาก้า ซาบี้ อลองโซ่ หรือ แกเร็ธ เบล

ยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา รองเท้าฟุตบอลที่เป็นที่นิยม และ ฮิตเป็นแฟชั่นในตัวมันเองที่สุด คือ พรีเดเตอร์ ของ อาดิดาส ถูกผลิตออกมาหลายรุ่น และ มีทั้งความสวยงามรวมถึง คุณภาพการใช้งาน ในแต่ละซีรีส์ ของแต่ละรุ่น รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ที่ก้าวหน้าถูกนำเข้ามาใช้ เช่นหนังเทียมหนังสังเคราะห์ หรือการเย็บด้วยนวัตกรรม วิธีใหม่ๆ เพื่อให้รอยต่อ รอยเย็บน้อยที่สุด เพื่อความทนทาน เป็นชิ้น

เดียวกันมากที่สุดด้วย ไม่ว่าการซ่อนตะเข็บ กระทั่งใช้เลเซอร์เข้ามาช่วยกันเลยทีเดียว เพื่อความสวยงามนั่นเอง ทั้งหมดที่กล่าวเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ของการตลาด ความนิยม การผลิต ของโลกรองเท้าฟุตบอล แต่หากมองเฉพาะที่ไทย ก็จะนิยมหลักๆอยู่สองแบรนด์ ที่ถูกจริตคนไทย คือ อดิดาส และ ไนกี้

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวแล้ว 10 เปอร์เซ็นต์ หรือ ไม่เกินนี้ ที่รองเท้าเข้ามามีผลช่วยทำให้ ฝีเท้าการเตะฟุตบอลดี แท้จริงแล้ว อยู่ที่ตัวคน

หากแต่ในสมัยนี้ รองเท้าฟุตบอลได้กลายเป็นของสะสม สำหรับใครหลายคน กลายเป้นสินค้าสิ้นเปลือง เป็นเครื่องประดับ มากกว่า รองเท้าที่จะเน้นเพื่อเตะบอลจริงๆถึงจะมีรุ่นที่บอกว่า ถูกผลิตมา เพื่อการสปีดที่ดีขึ้น การจับบอลที่ดี นุ่มนวล รุ่นที่เน้นการยิง ก็ต้องเรียนตามตรงว่า มันอาขช้วยเรื่องหน้าสัมผัส ทัชชิ่ง การสัมผัส ที่เข้าถึงความรู้สึกการวิ่ง การเตะบอล ให้ถนัดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายขนาดนั้น ที่จะทำให้ดีขึ้นชัดเจนด้วยเพียงการ ใส่รองเท้า

แต่สิ่งเหล่านี้กลับ กระตุ้นต่อมอยากขึ้นไปอีก เมื่อถูกอ้างอิงว่า เป็นรุ่นที่ นักเตะระดับโลก หรือ ที่โด่งดัง ใช้อยู่และการันตี สิ่งนี้ยิ่งทำให้เป็นกระแส เกิดความต้องการสู่ตลาดมากขึ้น เป็นทวีคูณขึ้นไปอีก ไหนจะการออกแบบ ที่มีการตีโจทย์ สีรูปทรง ให้ตรงตามความเหมาะสม กับนักเตะที่เป็น พรีเซนเตอร์ หรือ อ้างอิง

กลับกลายเป็นความพอใจ ความอยากได้ ด้วยกระแสการโปรงโมต เชิงพาณิชย์ เชิงแฟชั่น ที่มีพลังมหาศาล ประหนึ่งว่ามันทำให้คนนั้นเก่งขึ้นจริง บางรุ่นถึงกับต้องจอง ต้องแย่งชิง ทำให้มูลค่ายิ่งสุงขึ้นไปอีก ยิ่งรุ่นที่ผลิตอย่างจำกัด รองเท้าฟุตบอล จึงไม่ใช่แค่รองเท้าฟุตบอล อีกต่อไป

มันไม่ต่างกับ เสื้อผ้า เครื่องประดับ ที่มีไว้แต่งองค์ทรงเครื่อง ประดับบารมีผู้ซื้อ มากกว่าประโยชน์ใช้สอย เข้าไปทุกทีๆ ในอนาคตก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า มันจะพัมนาไปไกลถึงจุดไหน รองเท้าสตั๊ด หรือ รองเท้าฟุตบอล จะกลายเป้นส่วนหนึ่งในชีวิตผู้คนมากแค่ไหน หรือ จะสามารถไปได้ไกลจนเป็นสิ่งที่ต้องใช้คำว่า ควรจะมี ต้องมี มีให้ได้ เลยหรือไม่

มันก็ไม่ต่างกับ สินค้าของผู้หญิง ในวงการแฟชั่น ที่การตลาดสร้างมูลค่าเพิ่มให้ สิ่งของที่บางครั้งดูไม่น่าจะมี ราคาสูงขนาดนั้น แต่มันไร้เพดาน หากตราบใด คนมีความต้องการที่มากกว่า

“เด็กเนิร์ดสีส้ม”

Leave a Reply